หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ใครมีบทความดีๆก็ช่วยกันโพสต์มาให้เพื่อนสมาชิกได้อ่านกัน นะจ๊ะ  (อ่าน 2747 ครั้ง)
กู๋ก้าง
บุคคลทั่วไป


อีเมล์
« เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2009, 05:11:13 PM »

   มีชายชราผู้หนึ่งที่ดูเหมือนจะมีทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตครบแล้วเขามีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนหนึ่งมีม้าที่ได้รางวัลหนึ่งตัว
และวัตถุต่างๆ มากมายที่คนส่วนใหญ่ต้องการ
  แต่อยู่มาวันหนึ่งสิ่งมีค่าของเขานั่นก็คือม้าของเขาได้แหกคอกออกมาและวิ่งเตลิดหายไปในป่าที่อยู่ใกล้ๆ แค่ชั่วพริบตาเขาก็เสียม้าที่มีค่ามหาศาลของเขาไป.....
  เมื่อเพื่อนบ้านรู้ข่าวต่างก็พากันมาแสดงความเห็นใจอย่างสุดซึ้งทุกคนบอกกับเขาว่า"ม้าของท่านหนีไปแล้ว ช่างโชคร้ายอะไรเช่นนี้"เพื่อนบ้านพยายามปลอบโยนชายชราผู้นี้แต่เขากลับตอบว่า"พวกท่านทราบได้อย่างไรว่ามันคือโชคร้าย"....
  อีก 2-3 วันต่อมาม้าก็กลับมาบ้านเพราะมันรู้ว่าที่นี่จะมีอาหารและน้ำให้มันหายหิวมันนำม้าป่าแสนสวยมากค่ากลับมาด้วยถึง12 ตัว
เมื่อเพื่อนบ้านทราบข่าวดีอันนี้ต่างก็พากันมาแสดงความยินดีและกล่าวว่า"ท่านช่างโชคดีอะไรเช่นนี้"แต่ชายชราผู้นั้นก็ตอบว่า
"ท่านทราบได้อย่างไรว่ามันคือโชคดี"                       
  ในวันถัดมาลูกชายคนเดียวของเขาพยายามที่จะขี่ม้าป่าตัวหนึ่งในบรรดา12 ตัวนั้นเขาถูกสลัดตกลงมาขาหักและต้องพิการนับแต่บัดนั้น เมื่อเพื่อนบ้านรู้ข่าวก็พากันมาแสดงความเสียใจและบอกว่า
"ลูกชายท่านต้องกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต ช่างโชคร้ายอะไรเช่นนี้หนอ"
แต่ชายชราผู้นั้นถามอีกเช่นเคยว่า
"ท่านทราบได้อย่างไรว่ามันคือโชคร้าย"                   
   อีก1 ปีต่อมา...มีขุนศึกคนหนึ่งมาที่เมืองนี้เพื่อเกณฑ์ชายหนุ่มที่มีร่างกายปกติแข็งแรงสมบูรณ์ทุกคนไปรบ....พวกเขาแพ้สงครามและทุกคนถูกฆ่าตายหมด ชายหนุ่มเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ก็คือลูกชายขาพิการของชายชราผู้นั้น....
   บางครั้ง...เราไม่รู้หรอกว่าเมื่อไรเหตุการณ์ไหนจะเป็นโชคร้าย หรือเหตุการณ์ไหนจะเป็นโชคดีที่แท้จริง...ดังนั้นเราอย่าไปด่วนตัดสินอะไรด้วยความยึดติดเลย หากถึงคราวโชคดีก็อย่าหลงระเริงจนเกินไป แต่หากถึงคราวโชคร้ายก็อย่าไปฟูมฟายจนขาดสติ....เพราะวันหนึ่งมันอาจกลับกลายมาเป็นเรื่องดีที่สุดก็ได้ ใครจะรู้?
 

 

บันทึกการเข้า
thanitpr
สมาชิกแพก้างปลา
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2


« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2009, 07:41:42 AM »

หมั่นถอนวัชพืชในใจ
เรื่อง : ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

การปฏิบัติธรรม เปรียบเสมือนการทำสวนผักหรือปลูกแปลงดอกไม้ เรามักมีความขยันในการรดน้ำพรวนดินหมั่นใส่ปุ๋ยสวนผักเพื่อให้ธรรมะในใจ เจริญงอกงาม สังเกตดูจะพบว่าผู้สนใจศึกษาเรื่องธรรมะ อ่านหนังสือธรรมะ ปฏิบัติธรรม มักเป็นผู้ที่มีความขยันขวนขวายให้ตัวเองได้มีความเจริญก้าวหน้าทางธรรม เพราะได้สัมผัสประจักษ์แจ้งแล้วว่า เมื่อใจมีความสงบระงับนับเป็นความสุขอันประณีต หามีสิ่งใดมาเสมอเหมือนไม่

แต่ สิ่งหนึ่งที่ครูบาอาจารย์จะเตือนให้เราไม่หลงลืมคือ การหมั่นถอนวัชพืชไปพร้อมๆ กัน เพราะในขณะที่เราใส่ปุ๋ย รดน้ำต้นไม้ ก็ย่อมทำให้วัชพืชในดินเจริญงอกงามขึ้นมาพร้อมกันด้วย หากไม่หมั่นสังเกตสังกา ไม่มองหาและถอนวัชพืชบ่อยๆ เผลอแผล็บเดียวอาจสูงกว่าผักหรือดอกไม้ที่ปลูกไว้ อุปมาเหมือนผู้ใส่ใจในการปฏิบัติธรรม โดยส่วนใหญ่มักจะไม่รู้จักหักห้ามใจตนเอง หรือรู้ทันกิเลสที่มักจะเข้ามาในช่วงที่ไม่ได้ปฏิบัติ ด้วยเพราะอาจจะเผลอไป หรือไม่ก็มักจะชะล่าใจว่า นิดๆ หน่อยๆ คงไม่เป็นไร เพราะเราเป็นคนดี เป็นผู้ปฏิบัติธรรม หากจะตามใจตัวเองนิด ตามใจกิเลสหน่อยจะเป็นไรไป...

อาจนึกไปแม้กระทั่งว่า สมัครใจเป็นบ่าวไพร่ของกิเลสมาช้านานแล้ว จะเป็นข้าทาสบริวารกิเลสต่ออีกสักพัก สักประเดี๋ยวเดียวคงไม่เป็นไรมั้ง! ในวงเล็บ คงไม่เสียจุดยืนของเราหรอกน่ะ!

นี่แหล่ะครับความชะล่าใจของ คนดี ของเหล่าบรรดานักศึกษาและปฏิบัติธรรม มักจะตั้งท่าเอาจริงเอาจังเฉพาะในชั่วโมงปฏิบัติเท่านั้น ในช่วงนอกเวลาการปฏิบัติก็มักจะเผลอใจ หลงตามใจตามกิเลส เพราะมั่นใจในความดีว่ามีมากพอ ซึ่งเป็นข้อเสียอย่างยิ่ง เพราะกิเลสมักย่องเข้ามาเวลาเราเผลอ ในชั่วโมงการปฏิบัติเข้ามายาก เพราะเราตั้งท่าเอาจริง ยืนถือไม้ตะบอง เตรียมชักดาบฟาดฟันมันอยู่แล้ว แต่นอกชั่วโมงการปฏิบัตินี่สิ เป็นสิ่งที่ควรระมัดระวัง

ครูบา อาจารย์เคยเตือนผมว่า “คุณดนัย ไปตั้งท่าจ้องมองกิเลสมันก็หลบในหายไปหมด เหมือนเป็นผู้บริหารที่กอดอกยืนคุมลูกน้อง จะไปเห็นพฤติกรรมจริงๆ ของลูกน้องได้อย่างไร ทุกคนก็ต้องเกร็ง ต้องตั้งใจทำงานเพราะโดนยืนคุม แต่หากเราแอบชำเลืองมอง โดยเฉพาะในช่วงเผลอๆ ช่วงไม่รู้ตัวนี่ละ จะได้เห็นความจริง”

ดังนั้น หากเราอยากเห็นความจริงของธรรมชาติที่เกิดขึ้นในกายในใจเรา ก็ให้สังเกตตอนเราเป็นธรรมชาติ ตอนสบายๆ ไม่ได้ปฏิบัตินั่นล่ะครับ ได้เห็นความจริงแท้แน่นอน และจะได้มีโอกาสเห็นวัชพืชที่งอกงามขึ้นมารวดเร็วอย่างน่าตกใจ

เทคนิค ในการหมั่นถอนวัชพืชในใจเราก็คือ การรู้จักหักห้ามใจ ไม่เผลอไผลไหลไปตามกิเลส โดยเฉพาะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราคิดว่าไม่เป็นไร เพราะปกติคนดีจะทำบาปไม่ขึ้นอยู่แล้ว คงไม่ไปทำอะไรที่เป็นการละเมิดศีล เช่น ฆ่าคน ปล้นจี้ ลักขโมย แอบมีชู้ หรือเมาเหล้าติดยา แต่กิเลสน้อยๆ ที่ค่อยๆ ย่อง ค่อยๆ ตอดเข้ามาหาเรา อาทิ การดูบอลโต้รุ่ง แอบพนันในใจ (หรือกับเพื่อน) ว่าทีมไหนยิงประตูได้ หรือการมีอารมณ์โมโหโทโส หงุดหงิดรำคาญใจกับเรื่องราวรอบตัวต่างๆ รวมถึงการกระทำอะไรที่เป็นการตามใจจนยากที่จะเหยียบเบรก ตรงนี้ล่ะครับที่เป็นสิ่งอันตรายที่ควรระวัง

คำถามที่เราควรถามตัว เองบ่อยๆ คือ ทำไมจึงให้การศึกษาและปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องรองของชีวิต หรือที่เรียกว่า เป็น Second Priority ทั้งๆ ที่ทุกคนเห็นด้วยว่า ความรู้ความเข้าใจในตนเอง คือ ในกายและใจนี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด เป็นเกราะป้องกันความทุกข์ ความทรมาน ความเจ็บปวดรวดร้าวทั้งปวง แต่เราก็ไม่เคยเอาจริงกันเสียที ไม่ยอมอดทนต่อความเย้ายวน ไม่แตะเบรกเพื่อหยุดกิเลสทั้งหลายเสียที หากเป็นเช่นนี้ เราจะมีโอกาสได้รู้จักกับความสุขที่แท้จริงในชีวิตได้อย่างไร และเมื่อไหร่กันเล่า!

นอกจากจะไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นสาระ สำคัญของชีวิต ด้วยบรรดาสารพัดข้ออ้าง เช่น ต้องทำงาน ต้องเลี้ยงลูก ต้องเข้าสังคม ต้องสังสรรค์กับเพื่อน ฯลฯ โปรดสังเกตว่า มักจะมีความว่า “ต้อง” อยู่เสมอกับข้ออ้างไร้สาระเหล่านี้ แต่การปฏิบัติหรือทำความดีจะมีภาษาว่า “ควร” คือ เราควรทำตัวและประพฤติปฏิบัติอย่างไร เป็นการเอาเงื่อนไขไร้สาระออกไป ให้เหลือแต่ความจริงล้วนๆ ความจริงที่ประสบพบได้โดยไม่ต้องวิ่งไล่ไขว่คว้าค้นหาให้เสียเวลา

ใน ขณะที่มือขวาเรากำลังทำความสะอาดห้องหับสถานที่ แต่มือซ้ายกำลังทำความสกปรก ถ้าเป็นเช่นนี้เมื่อไหร่จะสะอาดจริงๆ เสียที ในขณะที่รดน้ำพรวนดินสวนผัก จึงควรหมั่นถอนวัชพืชที่โตขึ้นมาพร้อมกันไปด้วย ดังนั้นเราจึงควรหมั่นสังเกตใจเราให้บ่อยๆ ในช่วงเวลาสบายๆ แต่ละวันว่าวัชพืชในใจที่งอกงามขึ้นมานั้น เราหมั่นถอนออกไปบ้างหรือเปล่า
29-4-51
http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=magazine&id=235136
บันทึกการเข้า
Kangpla
Administrator
สมาชิกแพก้างปลา
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 23


อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2009, 12:28:06 PM »

ประทับใจจังเลย


เหตุ นี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน บนถนนแห่งหนึ่งในกทม. มีรถยี่ห้อโตโยต้าสีดำคันหนึ่งได้ขับ
ไปบนถนนเส้นนั้นโดยในรถคันดังกล่าวมี เพียงชายผู้หนึ่งที่กำลังขับรถอยู่เพียงคนเดียวและ
ในระหว่างทางที่ขับไปนั้น ชายดังกล่าวได้จอดรถแวะข้างทางเพื่อซื้อกาแฟ 1ถุงและได้ออก
รถไปจนกระทั่งขับ มาถึงสี่แยกไฟแดงแห่งหนึ่งชายดังกล่าวก็ได้จอดติดไฟแดงอยู่ จนมีรถ
ตำรวจคันหนึ่งซึ่งขับนำรถเบนซ์มาได้บีบแตรไล่รถที่ชายผู้นั้นจอดติดไฟ แดงอยู่นั้นให้ถอย
ไปและรถตำรวจยังได้พูดผ่านไซเรนว่า "เป็นรถนำขบวนรัฐมนตรีให้รถของชายดังกล่าวหลบ
ไป" แต่รถของชายผู้นั้นก็ไม่หลบให้จนกระทั่งตำรวจได้ลงจากรถมาที่รถของชายดัง กล่าว
และเรียกให้ชายผู้นั้นลงจากรถ พอชายผู้นั้นได้ลงมาจากรถ ตำรวจได้เห็นชายคนนั้นถึงกลับ
เป็นลมล้มทั้งยืน สร้างความตกใจให้แก่ตำรวจอีกคนที่นั่งอยู่ในรถจนต้องวิ่งลงมาดูพร้อม
กับ รัฐมนตรี พอตำรวจและรัฐมนตรีมาถึง ทั้งคู่ได้เห็นชายดังกล่าว ทั้งตำรวจและรัฐมนตรี
ได้นั่งลงไปกับพื้นทันทีเสมือนกับว่าขาทั้ง 2 ข้างได้ อ่อนแรงลงไปทันใดและได้เงยหน้า
มองดูชายซึ่งยืนอยู่ข้างหน้าตนด้วยอาการตัว สั่น ชายคนนั้นที่ทั้งคู่ได้เห็นเป็นชายที่มีรูปอยู่
บนธนบัตร ซึ่งก็คือ " ในหลวงองค์ปัจจุบัน "
ในหลวงได้ทรงตรัสถามรัฐมนตรีและตำรวจติดตามว่า พวกท่านจะรีบไปไหนหรือถึงกลับจะ
ต้องฝ่าไฟแดงข้าพเจ้ายังรอติดไฟแดงได้เลย รัฐมนตรีไม่ตอบได้แต่นั่ง ตัวสั่นและกราบลง
บนพระบาท และในหลวงก็ได้ทรงขึ้นรถ ตำรวจที่นำขบวนรัฐมนตรีมานั้นก็ได้ทูลว่าให้ข้าพระ
พุทธเจ้าขับรถนำรถพระที่ นั่งของพระองค์ไปมั๊ยพุทธเจ้าข้า ในหลวงทรงตรัสว่าเราไม่ต้อง
ให้ท่านมานำขบวนรถเราหรอก เราขับไปเองคนเดียวได้ ท่านไปนำรถของท่านรัฐมนตรี
เถอะ และในหลวงก็ได้ทรงขับรถออกไปจากสี่แยกนั้นโดยไม่ได้มีรถตำรวจนำไปแต่อย่าง
ใด เลย


 
บันทึกการเข้า
ณัฐ ณ มสธ.
บุคคลทั่วไป


อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2009, 10:01:07 PM »

คุณประชาค๊ะ บทความข้างบนไม่ทราบว่าได้มาจากไหนค๊ะ ช่วยให้เครดิตแหล่งที่มาของบทความด้วยนะค๊ะ
ถ้าไม่มีแหล่งที่มาเกรงว่าจะล่อแหลมไปสักนิดนึงนะค๊ะ
บันทึกการเข้า
Kangpla
Administrator
สมาชิกแพก้างปลา
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 23


อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2009, 07:36:43 PM »

สัจจธรรมของมนุษย์


บันทึกการเข้า
Kangpla
Administrator
สมาชิกแพก้างปลา
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 23


อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 01, 2009, 08:45:39 AM »

เรื่อง สิงห์ ช้าง และมะม่วง...ภาพฝีพระหัถต์

 







บันทึกการเข้า
Kangpla
Administrator
สมาชิกแพก้างปลา
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 23


อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2009, 10:06:54 AM »

ไม่เป็นไรหรอก ใครใครเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ It' s ok, son. Everybody does it.
> เมื่อชัยอายุ 6 ขวบ ขณะที่นั่งรถไปกับพ่อ ถูกตำรวจจับเพราะขับรถเร็วเกินกำหนด พ่อแอบยื่นเงิน 500 บาทให้ตำรวจ และได้รับอนุญาตปล่อยตัวไป พ่อหันมาพูดกับชัยว่า "ไม่เป็นไรลูก เงินแค่นี้ซื้อเวลา ใครใครเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ"
> เมื่อชัยอายุ 8 ขวบ ป้าพาไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าเป็นเงิน 75 บาท เมื่อป้าไปชำระเงิน ยื่นธนบัตรร้อยบาทให้พนักงาน ได้รับเงินทอน 55 บาท เพราะลูกค้ามากและเข้าใจว่าธนบัตร 50 บาทคือ 20 บาท ป้ารับเงินทอนและใส่กระเป๋าทันที ทั้งที่รู้ว่าพนักงานทอนเงินผิด เมื่อออกจากร้าน ป้าก็พูดกับชัยว่า "ไม่เป็นไรหลาน ความผิดของเขาเอง ใครใครเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ"
> เมื่อชัยอายุ 9 ขวบ ครูให้การบ้านปลูกต้นหอมแดงในกระบะ 2 สัปดาห์แล้วนำไปส่งที่โรงเรียน แม่ลืมซื้อหัวหอมแดงมาให้ชัย เมื่อครบกำหนดวันส่งแม่ให้พ่อไปซื้อต้นหอมแดงที่ตลาดและฝังลงในกระบะให้ชัยนำไปส่งครู และพูดว่า " ไม่เป็นไรลูก ครูไม่รู้หรอก มีส่งก็ดีแล้ว ใครใครเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ"
> เมื่อชัยอายุ 12 ขวบ ชัยทำแว่นตาใหม่ราคาแพงของลุงแตก ลุงจึงนำใบเสร็จไปอ้างกับบริษัทบัตรเครดิตที่ลุงใช้บริการอยู่ว่าแว่นตาถูกขโมยได้รับเงินชดใช้มา 15,000 บาท เต็มราคาที่ซื้อมา ลุงพูดกับชัยอย่างภาคภูมิใจว่า " ไม่เป็นไรหรอกหลาน สิทธ์ของเรา ใครใครเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ "
> เมื่อชัยอายุ 15 ปี ได้เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนครูฝึกได้สอนวิธีกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามให้บาดเจ็บโดยไม่ผิดถือว่าอยู่ในเกม ครูฝึกบอกว่า "ไม่เป็นไรหรอก ได้เปรียบไว้ก่อนเป็นดี ใครใครเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ"
> เมื่อชัยอายุ 16 ปี ได้ไปทำงานระหว่างปิดเทอมที่แผนกซูปเปอร์มาร์เก็ตของห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อแห่งหนึ่ง หัวหน้าแผนกให้ชัยจัดกระเช้าผลไม้ โดยแนะนำให้จัดวางผลไม่สวยจวนจะเน่าอยู่ก้นตะกร้า คัดผลสวย ใบโตสีสดจัดวางอยู่ส่วนบน หัวหน้าแผนกสอนว่า " ไม่เป็นไรหรอก ผู้ซื้อไม่ได้ใช้เอง แต่นำไปฝากคนอื่น ใครใครเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ"
> เมื่อชัยอายุ 18 ปี ได้สมัครสอบเพื่อเข้าขอรับทุนของมหาวิทยาลัยปรากฏผลทราบเป็นการภายในว่ามาเป็นอันดับ 2 เมื่อพ่อรู้เข้าจึงไปพูดกับกรรมการซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ในที่ สุดชัยก็ได้รับทุน พ่อพูดกับชัยว่า "ไม่เป็นไรลูก เป็นโอกาสของเรา ใครใครถ้ามีโอกาสเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ "
> เมื่อชัยอายุ 19 ปี เพื่อนเอาข้อสอบปลายปีที่ขโมยมาขายกับชัยเป็นเงิน 1,500 บาท ชัยลังเลใจและตัดสินใจซื้อในที่สุด เพราะเพื่อนพูดว่า "ไม่เป็นไรหรอกชัย เกรดมีผลกับอนาคตนะ ใครใครเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ "
> เมื่อชัยอายุ 24 ปี ชัยถูกจับข้อหายักยอกเงินบริษัท 700,000 บาท และต้องติดคุก พ่อกับแม่ไปเยี่ยมและตัดพ้อต่อว่า " ทำไมลูกทำอย่างนี้กับพ่อแม่ ที่บ้านเราไม่ได้สอนให้ลูกเป็นคนขี้โกงเลยนะ"
> แนวคิดจาก It' s ok, son; everybody does it . By Jack Griffin ผู้เรียบเรียง

บันทึกการเข้า
Kangpla
Administrator
สมาชิกแพก้างปลา
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 23


อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2009, 10:24:24 AM »

เรื่องนี้ดีจริงๆ อยากให้คนที่เรารักอ่านจนจบ.....

พระพุทธเจ้าเคยอบรมสั่งสอนมนุษย์ไว้ว่า
ทรัพย์สินที่พึงได้จากการประกอบ กิจการงานต่าง ๆ นั้น ควรแบ่งออกเป็น 4 กองเท่าๆ กัน

กองแรก เก็บสะสมไว้ใช้ยามขัดสน
กองสอง ใช้จ่ายเพื่อทดแทนผู้มีพระคุณ
กองสาม ใช้เพื่อความสุขส่วนตัว
กองสี่ ใช้เพื่อสร้างสรรค์ความดีงามให้แก่สังคม
 
แล้วการทำงานของมนุษย์ล่ะ
หลายคนยังมัววุ่นแก่การทำงานโดยไม่ ยอมแบ่งเวลาเหลียวหลังมองถึง
บุคคลที่รักและห่วงใยตนเองเลยหรือ???

มนุษย์บางคนทุ่มเวลาทั้งหมดให้แก่หน้าที่การงาน พร้อมกับคิดว่า
การกระทำดังนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แล้วแต่นั่นคือการกระทำที่โง่เขลาเป็น ที่สุด
 
ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่า ๆ กัน แต่ผู้ใดที่ทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับ งาน
โดยไม่ยอมแบ่งปันเวลาให้แก่ผู้ใดแม้กระทั่งตัวเองเป็นมนุษย์ที่เขลา เบาปัญญาที่สุด บริหารไม่ได้แม้กระทั่งเวลา
24 ชั่วโมงของตัวเองในแต่ละวันแล้ว มนุษย์ผู้นั้นจะบริหารอะไรได้
 
ทำไมมนุษย์ผู้ชาญฉลาดจึงไม่แบ่งปันเวลาให้เสมือนหนึ่งการแบ่งปันกองเงิน
ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าบ้างเล่า ... ไม่ต้องแบ่งเวลาให้เป็นสี่กองเท่า ๆ กันหรอก
เพียงแต่แบ่งปันเวลาในแต่ละส่วนให้ เหมาะสมเท่านั้น

8 ชั่วโมงสำหรับการทำงาน เพื่อความก้าวหน้ามั่นคงในชีวิต
8 ชั่วโมงสำหรับการพักผ่อนเก็บเรี่ยวแรงไว้ต่อสู้กับหน้าที่ การงานและอุปสรรคในวันพรุ่งนี้
5 ชั่วโมงสำหรับการเดินทาง เพื่อประกอบกิจการต่าง ๆ
2 ชั่วโมงสำหรับโลกส่วนตัวของตนเอง
59 นาที สำหรับดูแลและรักษาความสะอาดของที่อยู่อาศัย และช่วยเหลือสังคม
และ 1 นาทีของคุณ
ที่มอบให้กับคนที่รักและห่วงใยคุณ โดยไม่นำเวลาอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
เพราะเพียง 1 นาทีนี้ มันมีค่ามากเกินกว่าคณานับได้ในความรู้สึกของเขาคนนั้น
 
จงอย่ากล่าวว่า ' ไม่มีเวลา... 'เพราะเวลาเป็นสิ่งที่ยุติธรรมที่สุด ในโลกนี้ที่มีให้แก่มนุษย์
มนุษย์ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่า ๆ กัน ไม่มีใครมีเวลามาก และไม่มีใครมีเวลาน้อยไปกว่านี้
 
24 ชั่วโมงใน 1 วัน ที่มหาเศรษฐี หรือยาจกมีเท่าเทียมกันไม่ขาดเกินแม้แต่เศษ เสี้ยวของวินาที
 ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ผู้ใดที่กล่าวว่า ' ไม่มีเวลา 'จึงเป็นผู้ล้มเหลวในการบริหารเวลา 24 ชั่วโมง
ในแต่ละวันของตนเองอย่างสิ้นเชิง และใช้คำว่า ' ไม่มีเวลา 'เป็นข้อแก้ตัวเพื่อปกปิด
ความล้มเหลวเรื่องเวลาของตนเองอย่างขลาดเขลา
 
มนุษย์ผู้ฉลาดและประสบความสำเร็จในชีวิต จึงไม่ใช่ผู้ที่เก่งแต่การทำงาน อย่างเดียว
แต่มนุษย์ผู้ฉลาดและประสบความสำเร็จ ในชีวิต
ต้องเป็นผู้ที่รู้จักแบ่งสัดส่วน เวลาวันละ 24 ชั่วโมงของตนเอง ได้อย่างลงตัว
 
วันละ 24 ชั่วโมงของตนเอง ที่มีไว้สำหรับการทำงาน การพักผ่อน การเดินทาง
มิตรภาพ ความรัก ความอบอุ่น ความห่วงใย ความเอื้ออาทร ฯลฯ
โดยไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่สิ่งหนึ่ง สิ่งใด ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิต
 
นี่แหละ คือมนุษย์ผู้ชาญฉลาดที่รู้จัก ' ใช้เวลา ' แล้ววันนี้..คุณจะยังอ้างเหตุผลว่า
' ไม่มีเวลา ' อีกหรือ? จงเปลี่ยนความคิดของคุณตั้งแต่บัดนี้นะครับ

(ได้รับ fwd เมล์ จากคุณยุพา หรือบีเพื่อนสุนันทาของเรานั้นเอง)
 

 

 



บันทึกการเข้า
Kangpla
Administrator
สมาชิกแพก้างปลา
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 23


อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2009, 10:33:01 AM »

งานแต่ง น.ส.วรรณพร  อุดมชาติ กับ นายสหทัช  ถาวรนานที่สโมสรทหารบก
 ในงานมีแขกผู้ใหญ่ขึ้นไปกล่าวอวยพรคู่บ่าวสาวตามพิธีการแต่งงานที่ถือปฏิบัติกันมานาน
 
มีพ่อของเจ้าสาวคือ พลตรีสิทธิพร อุดมชาติ ขึ้นไปกล่าวขอบคุณแขกและอวยพรคู่บ่าวสาวด้วย
 
พ่อของเจ้าสาว ไม่ได้อวยพรแบบธรรมดาทั่วไป แต่ได้ขึ้นไปขับเสภา
บนเวทีอย่างไพเราะ และ จับใจ ชนิดว่า แขกผู้มาร่วมงานต้องหยุดกินอาหารอย่างลืมตัวเพื่อฟังเสภาอย่างเดียว
 
การขับเสภาของพ่อเจ้าสาวนั้น
เป็นการอวยพรแบบสอนแนะนำลูกสาวในการครองใจสามีให้อยู่หมัดพร้อมกับฝากฝังลูกเขยไปในตัวด้วย
และต่อไปนี้คือบทเสภาที่ว่า
     
อันบ้านเรื อนใหญ่โต    รโหฐาน
 
มีเสาทาน    หลายต้น    พอทนไหว
 
เกิดเป็นคน    อยู่เดียว    ก็เปลี่ยวใจ
 
ต้องแต่งงาน กันไว้    อาศัยกัน
     
ธรรมชาติ     ของชีวิต     พ่อคิดแล้ว
 
ว่าลูกแก้ว     คงต้องพราก จากอกฉัน

ได้ออกเรือน มีคู่ครอง     ฉลองวัน
 
มีงานหมั้น     วิวาห์ตาม     ประเพณี
 
เป็นเมียเขา     พ่อขอสั่ง   ;  ไว้เจ็ดอย่า
 
หนึ่งเป็นกงสุล ออกวีซ่า เขาจะหนี
 
กำหนดเวลา ไปและกลับ ให้สามี
 
มันไม่ดี     อย่าไปทำ    จะช้ำใจ
     
อย่าที่สอง     คิดเป็นนัก     โบราณคดี
 
ผัวเรานี้  แอบซ่อนเงิน     ไว้ที่ไหน
 
เที่ยวรื้อค้น     ดูโน่นนี่     จะบรรลัย
 
ลามปามไป     แฟ้มงานผัว     ตัวจะตรม
     
อย่าที่สาม     อย่าเป็นกรม     สรรพากร

เงินทุกบาท     มีขั้นตอน     น่าขื่นขม
 
คอยจัดแจง     เรื่องการเงิน     แถมอบรม
 
เมียคนไทย     มักนิยม    คิดว่างาม
     
อย่าที่สี่     คิดเป็นผู้     พิพากษา
 
ตัดสินโทษ     ลงอาญา     โดยไม่ถาม
 
ชีวิตคู่    ยากตัดสิน     อย่าวู่วาม
 
คิดก่อนทำ     สองประสาน     บ้านมั่นคง
     
อย่าที่ห้า     ยื่นคำขาด     กับสามี
 
ทำแบบนี้     รังแต่จะ     เป็นผุยผง
 
ความรุนแรง     เหตุบานปลาย     จะเพิ่มวง
 
นวลอนงค์     ลูกของพ่อ     อย่าพึงทำ
     
อย่าที่หก     คิดว่าเป็น     ดาราดัง
 
เอาใจยาก     ไม่ค่อยฟัง     ช่างน่าขำ
 
มีเรื่องมาก     ให้ผัวทุกข์    ควรจดจำ
 
ชีวิตคู่     ลูกอย่าทำ     เป็นดารา
     
อย่าสุดท้าย     คิดเป็นหญิง     เพียงคนเดียว
 
ตลอดเสี้ยว     ชีวิตของ     คุณพี่ขา
 
ต้องมีน้อง     คนเดียว     นะพี่ยา
 
รักเท่านั้น     มีคุณค่า     มามัดใจ
     
หันมาบอก   &nb sp; ลูกเขย     ว่าพ่อขอ
 
ถ้าถามพ่อ     ได้ลูกเขย     ถูกใจไหม
 
วันมาขอ     พ่อแม่มา    พ่อถูกใจ
 
ยกลูกให้     เอ็งเอาไป     ไม่รับคืน
     
พร้อมกับฝาก    ลูกสาว     ให้ช่วยสอน
 
ยามเธองอน    ช่วยฝึกหัด     ค่อยขัดขืน
 
พาครอบครัว     ถาวรนาน     ให้ยั่งยืน
 
ความชื่นมื่น     ผูกสมัคร   รักนิรันดร์..


ที่ผมอุตส่าห์ขอต้นฉบับจากพ่อเจ้าสาวมาลงพิมพ์ตรงนี้ก็เพื่อให้ผู้หญิงที่เพิ่งแต่งงานได้อ่าน หรือที่แต่งงานไปนานแล้วก็ควรอ่าน
เพราะถ้าเมียทำได้ตามบทเสภาที่ว่านี้  รับรองว่า ถูกใจผู้เป็นสามีทุกคน จะทำให้ครองคู่กันยาวนาน
 
ไมตรี  ลิมปิชาติ
( ได้รับfwd มาจากคุณเอกรักษ์ ซาเสียง จาดราชบุรี )
 

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: